ตรวจแบบครั้งที่5

Posted: มกราคม 5, 2010 in Uncategorized

เปลี่ยนคอนเซป>>> เป็นน้ำตก

คอมเม้นอาจราย์

-ทุกอย่างโอเคแล้ว  ให้ไปดู case บ้านน้ำตก

เน้นวัสดุ  หาวัสดุท่ดูเป็นธรรมชาติ

Advertisements

ตรวจแบบครั้งที่4

Posted: มกราคม 5, 2010 in Uncategorized

คราวนี้เปลี่นย form ดูเป็นเหลี่ยมมุม

คอมเม้นอาจารย์….

-ไม่ควรทำแบบนี้ให้เปลี่ยนแบบ

การสร้างบ้านด้วยเหล็ก  ในพิษณุโลก

โครงสร้างเหล็ก เป็นนวัตกรรมแบบใหม่และได้พัฒนาไปเป็นบ้านเหล็กทั้งหลัง

ซึ่งเป็นวัสดุที่ได้นำเข้าจากนอกพื้นที่ ทั้งนี้เพื่อให้กลายเป็นวัสดุที่สำคัญอย่างหนึ่งในท้องถิ่นแทนไม้  และเพื่อลดการระเบิดของภูเขาหินปูนที่นำมาทำคอนกรีต


ประโยชน์ของสร้างบ้านด้วยโครงสร้างเหล็ก

1. ประหยัดเวลา.

2.สามารถนำรีไซเคิลได้อีก ถ้ามีการรื้อถอน

3.ไม่ต้องตัดไม้ทำลายป่า

4.สามารถดีไซน์ได้หลากหลาย

5.เหล็กรับน้ำหนักได้มากกว่าไม้

วัตถุประสงค์

1.เพื่อเปรียบเทียบโครงเหล็กและโครงสร้างไม้

2.เพื่อศึกษาประเภทของเหล็กรูปพรรณที่นำมาใช้เป็นโครงสร้างบ้าน

3.เพื่อศึกษาวิธีการของการได้มาซึ่งเหล็ก หมายถึงขั้นตอนการขนส่งและความสะดวก

4.เพื่อศึกษารูปแบบการดีไซน์

ความคาดหวัง

1.จะได้รับความรู้ใหม่เกี่ยวกับการสร้างบ้านด้วยโครงสร้างเหล็ก

2.นำรูปแบบการดีไซน์มาใช้ในงานสถาปัตยกรรม

3.การเปลี่ยนแนวทางงานที่หลีกเลี่ยงการทำลายธรรมชาติ

Posted: พฤศจิกายน 21, 2009 in Uncategorized

ตรวจแบบครั้งที่3

Posted: พฤศจิกายน 16, 2009 in Uncategorized

วันนี้มี chart  concept / mass/plan พอคร่าวๆ

 

คอมเม้นอาจารย์—zoning  ok แล้ว

—ปรับปรุงเรื่อง  form ให้ทำเป็นเหลี่ยมเลยไม่ต้อวโค้ง

—concept ยังไม่ชัดเจนกับงาน คือยังไม่ complex พอ

—space ควรทำให้มีความรู้สึกว่าซับซ้อนกว่านี้

—mass ควรเปิดโล่งคอร์ดตรงกลางเพื่อไม่ให้ทึบตันเกินไป

—แนะนำให้หาเคสดูเรื่อง facade

 

เหล็ก

Posted: พฤศจิกายน 12, 2009 in Uncategorized

เรื่องเหล็ก….

*เหตุผลที่เลือกเรื่องเหล็ก>> เนื่องจากข้าพเจ้าคิดว่าต่อไปในอนาคต ประเทสไทยของเราอาจจะไม่เหลือวัสดุรรมชาติ อย่างเช่น ไม้  จึงมีความจำเป็นต้องศึกษาวัสดุอื่นมาทดแทน ซึ่งสามารถออกแบบให้มีรูปร่างต่างๆตามที่ต้องการ   และต่อไปในอนาคตคาดว่าจะมีการสร้างบ้านด้วยเหล็กมากขี้น

*ประโยชน์ที่คิดว่าจะไดรับ>>ความเหมาะสมในการเลือกใช้ในงานออกแบบ 

>>1. คำนำ

เหล็กถูกนำมาใช้เป็นวัสดุสำหรับสิ่งปลูกสร้างมากกว่า 2 ศตวรรษแล้ว โครงสร้างเหล็กแรกสุ ดที่ได้รับการบันทึกไว้คือ สะพานโค้งซึ่งมีช่วงเสายาว 30 เมตร ; สร้างในอังกฤษเมื่อปี 1779 โดยใช้เหล็กหล่อจนถึงปลายศตวรรษ 1800 ชิ้นส่วน เหล็กจึงมีการผลิตเป็นอุตสาหกรรม ทำให้การใช้โครงสร ้างเหล็กเริ่มแพร่หลายในทวีปยุโรป เริ่มจากเหล็กรูป พรรณหน้าตัดฉากซึ่งผลิตในปี 1819 และรูป I ในปี 1849 ในฝรั่งเศส เมื่อมีการผลิตเหล็กรูปพรรณเป็นมาตรฐานเหล็กจึงได้รับควา มนิยม สำหรับงานก่อสร้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงสร้างสะพาน ซึ่งต้องการอัตราส่วนของความแข็งแรงต่อน้ำหนักสูง เพื่อให้มีช่วง กลางระหว่างเสาสามารถมีความยาวมากที่สุด จนถึงในศตว รรษ 1900 เหล็กจึงได้รับความนิยมสำหรับก ารสร้างอาคารสูง โดย เฉพาะในประเทศที่มีความเสี่ยงภัยเนื่องจากแผ่นดินไหวมาก เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เป็นต้น

สำหรับประเทศไทย เหล็กเป็นที่นิยมสำหรับโครงสร้างโร งงานและคลังสินค้ามานานแล้ว แต่เมื่อเร็วๆ นี้เองสะพานข้ามทางแยกต่างๆ ก็ได้อาศัยข้อได้เปร ียบของโครงสร้างเหล็ก คือ การประกอบและต ิดตั้งที่รวดเร็ว ทำให้สามารถก่อสร้างสะพานข้ามทางแ ยกเป็นจำนวนมากในกรุงเทพมหานคร ภายในระยะเวลาอันสั้ น ส่วนการใช้โครงสร้างเหล็กสำหรับอาคารและบ้านพักอา ศัยที่ผ่านมา ยังมีปัญหาอยู่หลายประการ ทำให้การพัฒนาโครงสร้างเหล็กทางด้านนี้ไม่ประสบความสำเร็จเท่าท ี่ควร บทความนี้จะกล่าวถึงปัญหาต่างๆ เห ล่านี้ สถานการณ์ที่ดีขึ้นตลอดจนถึงแนวโน้มที่จะมีก ารใช้โครงสร้างเหล็กสำหรับอาคารประเภทต่างๆอย่างก้าวกระโดดในอนาคตอันใกล้นี้

ข้อดีของเหล็ก

2. ข้อได้เปรียบเสียเปรียบของโครงสร้างเหล็ก

ความสม่ำเสมอ

เหล็กเป็นวัสดุที่มีคุณสมบัติที่มีความสม่ำเสมอและมีความแน่นอน สูง เพราะผลิตด้วยกรรมวิธีในอุตสาหกรรมที่มีระบบการ ควบคุมคุณภาพที่สมบูรณ์ โครงสร้างเหล็กจึงไม่มีปัญห าเรื่องคุณภาพของวัสดุ

น้ำหนัก
โครงสร้างเหล็กมีน้ำหนักเบาเมื่อเทียบกับโครงสร้างคอนกรีตสำหรั บขนาดที่ใช้รับน้ำหนักที่เท่ากัน ถ้าไม่คิดข้อจำกัด เรื่องBuckling แล้ว ชิ้นส่วนโครงสร้างส ำหรับรับแรงอัด เช่น เสาคอนกรีตเสริมเหล ็กจะต้องมีพื้นที่หน้าตัดประมาณ 17 เท่า และมีน้ำหนักชิ้นส่วนประมาณ 5 เท่า ; ของชิ้นส่วนโครงสร้างเหล็กเพื่อรับน้ำหนักที่เท่ากัน ตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติทางกลและน้ำหนักได้แสดงไว้ใ นตารางที่ 1

ทางเลือกของการออกแบบ

โครงสร้างเหล็กเสริมสามารถได้รับการออกแบบโดยคำนึงถึงความสมดุล ระหว่างกำลังของโครงสร้างกับความประหยัดในการใช้วั สดุโดยอาศัยการคัดเลือกรูปพรรณมาตรฐาน หรือโดยการตั ดประกอบจากแผ่นเหล็ก ทางเลือกในการออกแบบโครงสร้างเ หล็กจึงค่อนข้างจะหลากหลาย

ความเสี่ยงต่อการวิบัติโดยสิ้นเชิง

โครงสร้างเหล็กมีกำลังและความเหนียวหลังจุดคลากสูงกว่าโครงสร้า งคอนกรีตมาก ถ้าเกิดกรณีฉุกเฉินที่ทำให้มีการแบกน้ำ หนักเกินกำลัง แม้ชิ้นส่วนเหล็กจะเปลี่ยนรูป แต่ก็ยังสามารถคงสภาพได้โดยไม่เกิดการวิบัติโดยฉับพลัน เพราะคุณสมบัติด้านความเหนียว (Ductility) ต่างจากกรณีของโครงสร้างคอนกรีตซึ่งมีความเปราะมาก กว่า ถ้าเกิดการรับแรงเกินกำลังก็อาจเกิดการวิบัติไ ด้โดยฉับพลัน ดังนั้นจะเห็นว่า Design Code สำหรับรับแรงแผ่นดินไหวจะกำหนดให้โครงสร้างคอน กรีต จะต้องสามารถรับแรงในแนวราบมากกว่าในกรณีของโครงสร้างเหล็กทำให้โครงสร้างคอนกรีตยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้นไปอีก และในที่สุดฐานรากและจำนวนเข็มที่ใช้ ก็จะต้อ งมีขนาดและจำนวนสูงและกลายเป็นจุดอ่อนที่ทำให้โครงสร้างคอนกรีต เสียเปรียบโดยเฉพาะในกรณีของบ้านเรา ซึ่งราคาของระบ บฐานรากนับว่าเป็นส่วนที่มีนัยสำคัญมาก

การก่อสร้าง / การติดตั้ง

ปัจจัยที่ทำให้โครงสร้างเหล็กได้เปรียบโครงสร้างคอนกรีตที่สำตั ญมากคือ ระยะเวลาการก่อสร้าง เพราะโครงส ร้างเหล็สามารถที่จะออกแบบเพื่อให้ตัดประกอบ (Fabri cation) ในโรงงาน แล้วยกไปติดตั้งที่หน้ างานได้โดยวิธีการเชื่อมหรือขันชิ้นส่วนยึดได้ นอกจ ากการร่นเวลาแล้วค่าใช้จ่ายในการบริหารงานก่อสร้างก็จะลดลงด้วย เพราะมีภาระน้อยกว่าในการตรวจสอบและการควบคุมคุณภาพของวัสดุต่า งๆ ที่หน้างาน รวมทั้งการประหยัดจากการส ูญเสียต่างๆ รวมทั้งการต้องใช้ไม้แบบด้วย

การมีมาตรฐานที่ดีในการออกแบบโดยกำหนดให้ชิ้นส่วนเหล็กต่างๆ มีขนาดที่เหมาะสม ทำให้การตัดประกอบในโรงง านทำได้ด้วยความละเอียดเป็นระบบ และโดยรวดเร็วเหมือ นหนึ่งการผลิตสินค้าในโรงงาน ทำให้มีการสูญเสียสิ้น เปลือง น้อยมาก ในประเด็นนี้ ทำให้อุตสาหกรรมอา คารโครงสร้างเหล็กประกอบสำเร็จรูป ที่เรียกในหลายปร ะเทศว่า System Buildings กำลังได้รับความนิยมมาก เป็นร ะบบที่ทุกชิ้นส่วนได้รับการออกแบบมาเป็น Single Package การติดตั้งจะใช้ เวลาน้อยมาก จึงเหมาะสำหรับโครงสร้างโรงงานหรือโกดั งสำเร็จรูป

การรื้อถอน

ข้อได้เปรียบข้อนี้ของโครงสร้างเหล็กค่อนข้างเด่นชัด โครงสร้างเหล็กสามารถรื้อถอนได้โดยง่าย นอกจากนี้ เศษเหล็กก็ยังขายหรือนำไปใช้ต่อไปได้อีกด้วย ต่างจา กกรณีโครงสร้างคอนกรีต ซึ่งนอกจากรื้อถอนยากเศษปูนก็เป็นปัญหาในการนำไปทิ้ง นอกจากนี้ยังม ีปัญหาเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระหว่างการรื้อถอนด้วย

ความทนทานต่อสิ่งแวดล้อม

ข้อเสียเปรียบของโครงสร้างเหล็ก คือ ค่า ใช้จ่ายในการดูแลรักษาโครงสร้างเหล็ก ซึ่งมีอยู่ 2 ประการ คือ การป้องกันไฟ (Fire Protection) และการป้องกันการกัดกร่อน ( Corrosion Control) อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่ส ุดในการดู แลรักษาโครงสร้างเหล็ก คือ การจัดให้มีก ำหนดเวลาในการตรวจตราและซ่อมแซมอย่างสม่ำเสมอในลักษณะของ PreventiveMaintenance

3. สภาวะการใช้โครงสร้างเหล็กในประเทศไทย

ในประเทศไทย มีการนำเข้าเหล็กรูปพรรณจากประเทศผู้ผล ิตนานแล้ว โครงสร้างเหล็กที่ได้รับความนิยมมาก ; คือโครงสร้างประเภทโรงงานอุตสาหกรรมและคลังสินค้า เพราะโครงสร้างประเภทนี้ต้องการช่วงระหว่างเสาที่กว้าง เหล็กจึงเป็นวัสดุที่เหมาะสมที่สุด ทั้งย ังสร้างได้เร็ว และถ้าต้องการขยับขยายเปลี่ยนแปลงหรือรื้อถอนก็ทำได้

สำหรับโครงสร้างอื่นๆ หลังจากที่บริษัทผู้รับเหมารา ยใหญ่ในประเทศไทยได้ประสบการณ์ในการประกอบและติดตั้งโครงสร้างเ หล็กของสะพานขึงพระรามที่เก้า ก็มีการนำประสบการณ์น ี้มาใช้กับอุตสาหกรรมก่อสร้างอื่นๆ ที่สำคัญคือ สะพานข้ามทางแยกต่างๆ ของกรุงเทพมหานคร ซึ้งต้องการความรวดเร็วในการติดตั้งเพื่อหลีกเลี่ยงปัญ หาในการจราจร

ในอนาคตต้องมีการสร้างสะพานแม่น้ำเจ้าพระยาอีกหลายแห่ง โครงสร้างเหล็กมีความเหมาะสมมากสำหรับสะพานข้ามแม่น้ำที่ต้ องการช่วงเสายาวมากๆ รูปแบบของโครงสร้างสะพานขึ้นอย ู่กับความยาวของช่วงเสา สะพานเหล็กประเภท PlateGirder มักใช้สำหรับช่วงสะพานไม่เกิน  เมตร ถ้ายาวกว่านั้นจนถึง ; 300 เมตร สะพานเหล็กที่เหมาะสมจะ เป็นสะพานระบบ โครง Truss หร ือสะพานโค้ง (Arch Bridges) ส่วนสะพานขึง (Cable – Stayed Bridges) ที่ใช้โครงสร้างเหล็กจะสามารถรับช่วงกลางไ ด้ยาวถึง 400 เมตร และสะพานแ ขวน (Suspension Bridges) สามารถขยายช่วงกลาง ออกไปถึง 1,000 เมตรได้

ปัญหาหลักๆ ของสะพานโค้งสร้างเหล็กสำหรับสะพานซึ่งม ีการสั่นสะเทือนและต้องตากแดดตากฝนอยู่ตลอดเวลาคือ การต้องดูแลรักษาโครงสร้างเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการสึกกร่อนเนื่ องจากสนิม โดยเฉพาะบริเวณจุดต่อของชิ้นส่วนเหล็กต่า งๆ เมื่อเร็วๆ นี้ปรากฏเป็นข่าวใหญ่โตว่าโครงสร้างเหล็ กเฉพาะช่วงกลางยาว 48 เมตร ข องสะพานซองซู (Songsu Brildges) ซึ่งเป็นสะพานข้ามแม่น้ำฮานในกลางกรุงโซล ประเทศเกาหลี เกิดหลุดจากตัวสะพานและตก ไปในแม่น้ำ ทำให้มี ผู้เสียชีวิตถึง 32 คน สาเหตุเพราะการขาดการดูแลรั กษาที่ดี และเพราะต้องแบกน้ำหนักรถบรรทุกที่เกินพิก ัดอยู่ตลอดเวลา ทำให้เดือยเหล็กที่ยึดรอยต่อเกิดการล้า และขาดไปในท ี่สุด

อย่างไรก็ตาม ถ้ามีการใช้งานอย่างถูกต้องและมีการดู แลรักษาอย่างสม่ำเสมอตามหลักวิชาการ โครงสร้างเหล็ก นับว่าจะมีความเหมาะสมกับสะพาน โดยเฉพาะสะพานขนาดย่ อม เช่น สะพานข้ามทางแยก ที่ สร้างเพื่อพยายามแก้ปัญหาการจราจรอันเป็นปัญหาระดับชาติอยู่ในป ัจจุบันนี้

มีแนวโน้มว่าโครงการระบบขนส่งมวลชนหลายโครงการที่กำลังจะเกิดขึ ้น อาจต้องใช้โครงสร้างเหล็กหลายโครงการโดยเฉพาะเมื ่อคำนึงถึงผลประโยชน์ด้านความรวดเร็วในการประกอบและติดตั้งตลอด จนเรื่องการขนส่งชิ้นส่วนซึ่งประกอบจากโรงงาน

4. ปัญหาที่โครงสร้างเหล็กที่ไม่ได้รับความนิยมสำหร ับอาคารและบ้านที่อยู่อาศัย

ยกเว้นกรณีที่ประโยชน์ของเหล็กเป็นที่เด่นชัด เช่น กรณีโรงงานอุตสาหกรรมและอาคารคลังสินค้า ;ดูเหมือนว่าโครงสร้างเหล็กมักจะเป็นทางเลือกสุดท้ายสำหรับโครง สร้างอาคารต่างๆ สาเหตุใหญ่ๆ มีดังนี้

(1) ความไม่แน่นอนของอุปทาน
เนื่องจากไม่มีโรงงานผลิตเหล็กรูปพรรณ หรือเหล็กแผ่ นภายในประเทศ ผลิตภัณฑ์เหล็กเหล่านี้ ซึ ่งเป็นชิ้นส่วนหลักสำหรับโครงสร้างเหล็ก ล้วนแต่ต้อ งนำเข้าจากต่างประเทศทั้งสิ้น ความไม่พร้อมเหล่านี้ สร้างความไม่มั่นใจแก่เจ้าของอาคารและผู้ออกแบบ ในป ัญหาด้านการขาดตลาดของสินค้านำเข้าเหล่านี้โดยเฉพาะโครงการขนาด ใหญ่ที่ต้องการสร้างให้เสร็จภายในเวลาจำกัดมี

(2) การขาดผู้ชำนาญการด้านการตัดประกอบชิ้นส่วนจากโ รงงาน (Fabrication)
ความสำเร็จของโครงสร้างเหล็ก ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับค วามชำนาญการของโรงงานประกอบชิ้นส่วนเหล็ก ซึ่งต้องก ารความละเอียดในขนาดของชิ้นส่วนและตำแหน่งของรอยต่อเชื่อมหรือร ูสำหรับขันยึด มิฉะนั้นการนำไปติดตั้งที่หน้างานก็จ ะมีปัญหาใน ปัจจุบันความชำนาญการด้านนี้ได้มีเพิ่มมากขึ้นในประเทศตั้งแต่ม ีการสร้างสะพานขึ้นพระรามที่เก้า ตามด้วยสะพานข้ามท าง แยกอีกเป็นจำนวนมาก

(3) ขาดผู้มีประสบการณ์อย่างแท้จริงทั้งผู้ออกแบบแล ะผู้รับเหมา
ข้อได้เปรียบต่างๆ ของโครงสร้างคอนกรีตในอดีตทำให้ส ถาปนิก วิศวกร ตลอดจนช่างรับเหมาและระดั บคนงานภายในประเทศมีประสบการณ์ด้านโครงสร้างคอนกรีตเป็นส่วนใหญ ่โดยเฉพาะอาคารสูง ผู้ออกแบบโดยเฉพาะสถาปนิก ซึ่งโดยทางปฏิบัติมักเป็นผู้กำหนดวัสดุที่ใช้ จึงมักเลือกที่จะใช้โครงสร้างคอนกรีตซึ่งตนเองมีความคุ้นเคยกว่ า นอกเสียแต่จะไม่มีทางเลือกอื่น หรือได ้รับข้อแนะนำที่หนักแน่นมากๆ จากวิศวกรโครงสร้างเท่ านั้น

(4) ขาดการคิดในการสร้างสรรค์
ในช่วงที่สถาปนิกและวิศวกรมีงานล้นมือ การออกแบบทำไ ปด้วยความเร่งรีบ เพื่อแข่งกับเวลาที่จำกัด การออกแบบ ด้านวิศวกรรม ก็มักทำโดยการจำลองโครงสร้างที่ง่ายที ่สุด การขาดบุคลากรที่มีคุณภาพ ตลอดจนคว ามรู้และเวลาในการ วิเคราะห์โครงสร้างที่ละเอียดพอ ทำให้ผู้ออกแบบไม่ม ีปัญหาที่จะพิจารณาทางเลือกต่างๆ ให้ได้ประโยชน์แก่ ลูกค้ามากที่สุดการ ที่ผู้ออกแบบส่วนใหญ่ปฏิบัติหน้าที่ไปตามกระแส โดยไ ม่ได้ทุ่มเทเวลาให้กับการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ (Crea tivity) เป็นสาเหตุ หนึ่งที่ทำให้การพัฒนาโครงสร้างเหล็กสำหรับอาคารสูงในบ้านเรา เป็นไปด้วยความล่าช้า บ่อยครั้งวิศวกรมัก ไม่มีเวลาหรือไม่ได้ ให้ความสนใจในการเปรียบเทียบข้อได้เปรียบเสียเปรียบ ;ระหว่างโครงสร้างเหล็กกับโครงสร้างคอนกรีตอย่างจริงจังและให้เ ป็นรูปธรรม นอกจากการใช้ความรู้สึกเท่านั้น

5. แนวโน้มอาคารโครงสร้างเหล็ก
ในที่นี้จะไม่พูดถึงอาคารโรงงาน และคลังสินค้า  ซึ่งเป็นกลุ่มอาคารที่ใช้โครงสร้างเหล็กมากอยู่แล้วในปั จจุบัน แต่จะพูด ถึงแนวโน้มของตลาดใหม่ของโครงสร้างเหล็ก โดยได้พิจา รณาถึงปัจจัยของการมีโรงงานผลิตเหล็กรูปพรรณและเหล็กแผ่นภายในป ระเทศแล้ว

5.1 อาคารสูงประเภทใช้เป็นสำนักงานในปัจจุบันเริ่มม ีการก่อสร้างอาคารสำนักงานโดยใช้โครงสร้างเหล็กหลายอาคารแล้ว แนวโน้มค่อนข้างจะออกมาชัดเจนว่าจำนวนโครงสร้างเหล็ก สำหรับอาคารสูงประเภทใช้เป็นสำนักงานจะต้องเพิ่มขึ้น ด้วยเหตุผลต่อไปนี้

(1) ระยะเวลาการก่อสร้าง อาคารสำนักงานเป็นการลงทุนโดยคำนึงถึงผลเชิงธุรกิจ เป็นการลงทุนที่ใช้เงินทุนมาก แต่กว่าจะเริ่มได้ผลต อบแทนก็ต่อเมื่ออาคารสร้างแล้วเสร็จ ระยะเวลาการก่อ สร้างที่สั้น หมายถึงการหาผลตอบแทนจากการใช้อาคารสา มารถทำได้เร็วขึ้น ความรวดเร็วในการก่อสร้าง ได้จากการที่ชิ้นส่วนต่างๆ ของโครงสร้างสามารถ ตัดประกอบได้ในโรงงาน ซึ่งสามารถเริ่มทำได้ทันทีขนานกับการตอกเสาเข็มและการก่อสร้างฐานราก ;เมื่อฐานรากเสร็จแล้ว การก่อสร้างคือ ก ารติดตั้งชิ้นส่วนต่างๆ โดยการเชื่อมหรือการขันยึด และลงท้ายด้วยการห่อหุ้มด้วยสารกันสนิม และกันอัคคีภัย การตัดประกอบจาก โรงงานที่มีการวางแผนควบคุมอย่างดี ทำให้ปัญหาที่หน ้างานมีน้อยกว่ากรณีโครงสร้างคอนกรีตมากงานจึงเดินหน้าไปได้ตาม เป้าหมาย ด้วยคุณภาพที่ดี ภายในเวลาอันส ั้น
(2) ปัญหาต่อสิ่งแวดล้อม การก่อสร้างอาค ารสำนักงานมักมีทำเลอยู่ในใจกลางเมือง หรือบริเวณที ่มีสาธารณูปโภคพร้อมคือ เป็นบริเวณที่มีการใช้ประโย ชน์ค่อนข้างหนาแน่น บ่อยครั้งที่ผลกระทบต่อบริเวณใก ล้เคียงมักเกิดจากการลำเลียง วัสดุปูน ทรายหิน อุบัติเหตุจากวัสดุก่อสร้างตกหล่นในบริเวณใกล้เคียง ; หรือเกิดจากมลพิษทางฝุ่นและเสียง ล้วนเป็นปั ญหาที่อาจก่อให้เกิดการชะงักงัน ปัญหาเหล่านี้จะลดน ้อยลงมากถ้าเป็นโครงสร้างเหล็ก
(3) ปัญหาการรับน้ำหนักของระบบฐานราก แม ้เหล็กจะมีความถ่วงจำเพาะมากกว่าวัสดุคอนกรีตถึงประมาณ 3 เท่าเหล็กสามารถรับน้ำหนักได้เท่ากับคอนกรีตด ้วยน้ำหนักเพียง 1 ใน 6 ; และพื้นที่หน้าตัดเพียง 1 ใน 20 เท่านั้น เมื่อรวมน้ำหนักของ ทั้งอาคารที่ฐานรากจะต้องรับ จะทำให้จำนวนเสาเข็มน้ อยลงมากประโยชน์ข้อนี้มีนัยสำคัญมากสำหรับประเทศที่มีปัญหาของด ินอ่อน ทำให้สามารถลดจำนวนเงินที่ต้องจมอยู่กับใต้ด ินเป็นจำนวนมากในบางบริเวณที่มีปัญหาของดินใต้อาคาร ;โครงสร้างเหล็กอาจเหลือเป็นทางเลือกเดียวที่จะสร้างอาคารสูงขน าดหนึ่งได้ นอกจากนี้ยังลดปัญหาเรื่องการทรุดตัวระย ะยาวเนื่องจาก Consolidation อีกด้วย
(4) ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาที่เพิ่มขึ้นที่ผ่านมาโครงสร้างเหล็กในประเทศไทย ยังปร ะสบปัญหาในราคาที่ไม่แน่นอน เพราะเป็นวัสดุที่ต้องน ำเข้าจากต่างประเทศและระยะเวลาซึ่งขึ้นกับความชำนาญการของโรงงา นประกอบชิ้นส่วนในอนาคตเมื่อมีการผลิตเหล็กรูปพรรณและเหล็กแผ่น ภายในประเทศแล้ว ความสามารถในการแข่งขันของโครงสร้า งเหล็กกับโครงสร้างคอนกรีตในด้านราคาย่อมจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น

5.2 ระบบบ้านสำเร็จรูป (Prefabricated Houses)

ความต้องการบ้านอยู่อาศัยภายในประเทศเพิ่มขึ้นทุกๆ ปีเพราะชนชั้นกลางที่เพิ่มขึ้นทุกๆ ปี เพราะชนชั้นกลางที่เพิ่ม ขึ้น ตลอดจนแนวโน้มของการแยกครอบครัวเป็นเอกเทศจะมี เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ บ้านสำเร็จรูปกำลังอยู่ในแนวโน้มท ี่ได้รับความสนใจจากนักพัฒนาหมู่บ้านจัดสรรต่างๆ โด ยเฉพาะเมื่อผู้บริหารต้องการขจัดปัญหาของการควบคุมคุณภาพบ้าน ซึ่งมักจะสร้างโดยผู้รับเหมาย่อยหลายๆ ราย โดยขาดมาตรฐานที่แน่นอน การที่สามาร ถผลิตชิ้นส่วนต่างๆ ของโครงสร้างบ้านในโรงงานทำให้ก าร ควบคุมคุณภาพทำได้โดยสม่ำเสมอเหมือนการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม ปัญหาที่ยังเป็นอุปสรรคในปัจจุบันคือ การข าดมาตรฐานอุตสาหกรรมของส่วนต่างๆ ของบ้าน เช่น ขนาดของห้อง ขนาดของกรอบประตู หน้าต่าง ขนาดของลูกบันได ความ สูงของเพดาน ความลาดชันของจั่วหลังคา เป ็นต้น การขาดเอกภาพในมาตรฐานเหล่านี้ที่จะใช้เหมือน กันทั่วประเทศ ทำให้อุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนบ้านส ำเร็จรูปมีปัญหามาก ไม่สามารถใช้ประโยชน์จาก Economy of Scale ได้

ในปัจจุบันบ้านสำเร็จรูปส่วนใหญ่มักประกอบจากชิ้นส่วนที่เป็นผล ิตภัณฑ์ของคอนกรีต แบ่งเป็นประเภทโครงดัด (Frame) และประเภทผนังรับแรงกด (ฺBearing Wall) เนื่องจากขนาดและน้ำหนักที่มาก กา รขนถ่ายในกรุงเทพฯ กลายเป็นปัญหาใหญ่ กา รประกอบชิ้นส่วนจึงมักทำภายในบริเวณโครงการ การผลิต จึงยังไม่สามารถทำในรูปแบบของการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมได้

โครงสร้างเหล็กสำหรับบ้านสำเร็จรูป น่าจะเป็นแนวโน้ มที่แจ่มใสในอนาคตด้วยเหตุผล ดังนี้

( 1) ความหนาแน่น วัสดุเหล็กเองก็เป็นผลผล ิตจากขบวนการอุตสาหกรรม มีคุณภาพที่แน่นอนและมีความ ละเอียดในมิติต่างๆ สูง
(2) การขนส่ง เหล็กมีอัตราส่วนกำลังต่อน ้ำหนักที่มีประสิทธิภาพ ชิ้นส่วนโครงสร้างเหล็กสำหร ับบ้านสำเร็จรูปจึงสามารถมีน้ำหนักเบาได้ ส่วนขนาดถ ้าจำเป็นสามารถทอนเป็นส่วนเพื่อประกอบที่หน้างานได้ ;การขนส่งชิ้นส่วนเหล็กสำหรับบ้านสำเร็จจึงมีปัญหาน้อยกว่าบ้าน สำเร็จรูปคอนกรีตมาก การผลิตจึงสามารถผลิตจากโรงงาน จริงๆ ทำให้การควบคุมคุณภาพทำได้ตามมาตรฐานโรงงานอุ ตสาหกรรมทั่วไป
(3) การติดตั้ง การควบคุมมิติต่างๆ ; ของชิ้นส่วนโครงสร้างเหล็ก ทำได้ละเอียดกว่า ชิ้นส่วนคอนกรีต ทำให้การติดตั้งที่หน้างานทำได้โดย ง่าย ไม่ต้องอาศัยการแก้ปัญหาที่หน้างาน ;ถ้ามีการสร้างระบบที่ดี บ้านแต่ละหลังสามารถทำเป็น SinglePackage เหมือนระบบ Knock – Down การติดตั้งจึงไม่ต้องการความชำนาญงานของคนงานเ หมือนกับกรณีโครงสร้างคอนกรีต เพราะความละเอียดของม ิติต่างๆ จะเป็นตัวบังคับให้การติดตั้งไม่มีโอกาสผิ ดพลาดได้

5.3 อาคารอพาร์ตเมนต์ขนาดย่อม

ตลาดใหม่สำหรับโครงสร้างเหล็ก คือ ประเภ ทอาคารสูงไม่เกิน 7 ชั้น (คว ามสูงที่จัดอยู่นอกข่าย “อาคารสูง” ตามก ฎหมาย) ซึ่งกำลังได้รับความนิยมสำหรับใช้เป็นอพาร์ต เมนต์ทำเลของอาคารประเภทนี้มักอยู่ในซอย ซึ่งทำให้ก ารก่อสร้างด้วยวิธีปกติก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่เพื่อบ้านได้ โครงสร้างเหล็กจึงเป็นทางเลือกหนึ่ง ซึ ่งจะทำให้ร่นเวลาในการก่อสร้าง และลดผลกระทบต่อสิ่ง แวดล้อมโดยส่วนรวม

6. การสนับสนุนของรัฐบาล

การพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศไทย ได้ปรากฏอย่างเ ด่นชัด ภายหลังที่รัฐบาลได้มีนโยบายส่งเสริมและสนับ สนุนให้ภาคเอกชนลงทุนในอุตสาหกรรมประเภทนี้ อุตสาหก รรมเหล็กที่รัฐมีนโยบายสนับสนุนเป็นรูปธรรมแล้ว คือ อุตสาหกรรมเหล็กแผ่นรีดซ้อน และอุตสาหก รรมแผ่นรีดเย็น โดยให้การคุ้มครองเป็นระยะเวลา ; 10 ปี ตั้งแต่ปี 2532 แต่เพราะอุปทานที่เกิดจริงมีมากกว่าที่เคยประมาณกา รไว้มาก คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2537 เพิ่ งมีมติยอมให้เปิดเสรีคือ เปิดให้มีการส่งเสริมกิจกา รผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนและรีดเย็นได้มากกว่า 1 ราย ผลิตภัณฑ์เหล็กแผ่นเหล่านี้คือชิ้นส่วนสำ คัญที่นำมาประกอบเป็นหน้าตัดประกอบ (Built – up Sections) ซึ่งใช้ในการประกอบเป็นโครงสร้างเหล็กขนา ดใหญ่สำหรับเหล็กรูปพรรณ (Structural Steel บางแห่งแปลทับว่าเหล็กโครงสร้าง) สามารถทำได้โดยการนำเหล็กแท่งขนาดใหญ่ (Bloom) ; มารีดขึ้นรูป โรงงานผลิตเหล็กรูปพรรณแห่งแรก ที่ใช้วิธีนี้ได้ก่อตั้งแล้วเมื่อปี 2535 โดยจะมีกำลังผลิตปีละ600,000 ตัน จึงจะสามารถทดแทนการนำเข้าได้เกือบทั้งหมด ส่วนอีกข บวนการหนึ่งในการทำเหล็กรูปพรรณ ได้แก่ การนำผลิตภัณฑ์เหล็กแผ่นรีดร้อนมาเป็นวัตถุดิบเพื่อขึ้นร ูปโดยการเชื่อมเป็นหน้าตัดมาตรฐาน หรือหน้าตัดประกอ บต่อไป

7. บทสรุป

ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่ทำให้โครงสร้างเหล็กไม่สาม ารถแข่งขันกับโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก โดยเฉพาะใ นกรณีของอาคาร กำลังจะได้รับการแก้ไข โด ยเฉพาะด้านอุปทาน ความนิยมในโครงสร้างเหล็กจึงเป็นแ นวโน้มที่ค่อนข้างสดใส เพราะประโยชน์ของโครงสร้างเห ล็กในเชิงธุรกิจเอง และการให้ความสำคัญของทุกฝ่ายใน การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากปัญหาการก่อสร้าง

ที่มา: http://www.thaiengineering.com/viewnew

 

การแบ่งประเภทของเหล็ก

เราสามารถแบ่งเหล็กออกเป็นกลุ่มกว้างๆได้ 2 กลุ่ม โดยพิจารณาจากปริมาณของธาตุคาร์บอนที่มีอยู่ในเหล็ก โดยแบ่งออกได้เป็น

  • เหล็กหล่อ คือเหล็กที่มีปริมาณธาตุคาร์บอนมากกว่า 1.7% หรือ 2% ซึ่งเหล็กชนิดนี้จะขึ้นรูปได้ด้วยวิธีหล่อเท่านั้นเพราะปริมาณคาร์บอนที่สูงทำให้โครงสร้างมีคุณสมบัติที่แข็งแต่เปราะจึงไม่สามารถขึ้นรูปด้วยวิธีการรีดหรือวิธีทางกลอื่นๆได้ เรายังสามารถแบ่งย่อยเหล็กหล่อออกได้อีกหลายประเภท โดยพิจารณาจากโครงสร้างทางจุลภาค กรรมวิธีทางความร้อน ชนิดและปริมาณของธาตุผสม ได้แก่
  1.  เหล็กหล่อเทา (grey cast iron) เป็นเหล็กหล่อที่มีปริมาณคาร์บอนและซิลิคอนสูง ทำให้มีโครงสร้างคาร์บอนอยู่ในรูปของกราฟไฟต์
  2. เหล็กหล่อขาว (white cast iron) เป็นเหล็กหล่อที่มีปริมาณซิลิคอนต่ำกว่าเหล็กหล่อเทา ทำให้ไม่เกิดโครงสร้างคาร์บอนในรูปกราฟไฟต์ โดยคาร์บอนจะอยู่ในรูปคาร์ไบด์ของเหล็ก (Fe3C) ที่เรียกว่า ซีเมนไตต์ เป็นเหล็กที่มีความแข็งสูงทนการเสียดสี แต่จะเปราะ
  3.  เหล็กหล่อกราฟไฟต์กลมหรือเหล็กหล่อเหนียว (spheroidal graphite cast iron, ductile cast iron) เป็นเหล็กหล่อเทาที่ผสมธาตุแมกนีเซียมและหรือธาตุซีเรียมลงไปในน้ำเหล็ก ทำให้กราฟไฟต์ที่เกิดเป็นกลุ่มและมีรูปร่างกลม ซึ่งส่งผลถึงคุณสมบัติทางกลในทางที่ดีชึ้น
  4.  เหล็กหล่ออบเหนียว (malleable cast iron) เป็นเหล็กหล่อขาวที่นำไปอบในบรรยากาศพิเศษเพื่อทำให้คาร์บอนในโครงสร้างคาร์ไบด์แตกตัวออกมารวมกันเป็นกราฟไฟต์เม็ดกลม และทำให้เหล็กรอบๆที่มีปริมาณคาร์บอนลดลงปรับโครงสร้างกลายเป็นเฟอร์ไรต์และหรือเพิร์ลไลต์ เหล็กชนิดนี้จะมีความเหนียวดีกว่าเหล็กหล่อขาว แต่จะด้อยกว่าเหล็กหล่อกราฟไฟต์กลมเล็กน้อย
  5. เหล็กหล่อโลหะผสม (alloy cast iron) เป็นเหล็กหล่อที่เติมธาตุผสมอื่นๆลงไปในปริมาณที่ค่อนข้างมาก เพื่อปรับปรุงคุณสมบัติเฉพาะด้านให้ดียิ่งขึ้น เช่นเติมนิกเกิลและโครเมียมเพื่อปรับปรุงคุณสมบัติด้านทนการเสียดสีและทนความร้อน เป็นต้น
  • เหล็กกล้า คือเหล็กที่มีปริมาณธาตุคาร์บอนน้อยกว่า 1.7% หรือ 2% เหล็กชนิดนี้มีความเหนียวมากกว่าเหล็กหล่อทำให้สามารถทำการขึ้นรูปโดยใช้กรรมวิธีทางกลได้ ทำให้เหล็กชนิดนี้ถูกนำไปใช้งานอย่างกว้างขวาง จึงพบเห็นได้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน เช่น เหล็กเส้น เหล็กแผ่น เหล็กโครงรถยนต์ ท่อเหล็กต่างๆ ฯลฯ เหล็กกล้าสามารถแบ่งได้เป็นกลุ่มต่างๆ ดังนี้
  1.  เหล็กกล้าคาร์บอน (carbon steel) เป็นเหล็กที่มีคาร์บอนเป็นส่วนผสมหลัก โดยอาจมีธาตุอื่นผสมอยู่บ้างแต่ไม่ได้เจาะจงจะผสมลงไป มักติดมาจากกรรมวิธีการถลุงและการผลิต เราสามารถแบ่งย่อยกว้างๆออกได้ 3 ประเภทโดยพิจารณาตามปริมาณของธาตุคาร์บอนที่ผสม คือ
    • เหล็กคาร์บอนต่ำ (low carbon steel) เป็นเหล็กที่มีปริมาณคาร์บอนต่ำกว่า 0.2% เหล็กชนิดนี้มีความแข็งแรงต่ำสามารถรีดหรือตีเป็นแผ่นได้ง่าย ตัวอย่างเหล็กเช่น เหล็กเส้น เหล็กแผ่นที่ใช้กันทั่วไป
    • เหล็กกล้าคาร์บอนปานกลาง (medium carbon steel) เป็นเหล็กที่มีปริมาณคาร์บอนอยู่ระหว่าง 0.2-0.5% เป็นเหล็กที่มีความแข็งแรงสูงกว่าเหล็กคาร์บอนต่ำ ใช้ทำชิ้นส่วนของเครื่องจักรกลทั่วไป เหล็กประเภทนี้สามารถทำการอบชุบความร้อนได้
    • เหล็กกล้าคาร์บอนสูง (high carbon steel) เป็นเหล็กที่มีปริมาณคาร์บอนสูงกว่า 0.5% มีความแข็งแรงและความแข็งสูง สามารถทำการอบชุบความร้อนให้คุณสมบัติความแข็งเพิ่มขึ้นได้ ใช้ทำพวกเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆที่ต้องการผิวแข็งและความต้านทานการสึกหรอสูง
  2. เหล็กกล้าผสม (alloy steel) เป็นเหล็กกล้าคาร์บอนที่มีธาตุอื่นผสมอยู่อย่างเจาะจงเพื่อวัตถุประสงค์ในการปรับปรุงคุณสมบัติต่างๆ เช่น ความสามารถในการชุบแข็ง (hardenability) ความต้านทานการกัดกร่อน คุณสมบัติการนำไฟฟ้าและคุณสมบัติทางแม่เหล็กเป็นต้น ธาตุผสมที่เติมลงไป เช่น โครเมียม นิกเกิล โมลิบดินัม วาเนเดียม โคบอลต์ แมงกานีสและซิลิคอน โดยแมงกานีสและซิลิคอนจะต้องมีปริมาณมากพอสมควรจึงจะจัดได้ว่าเป็นเหล็กกล้าผสม เพราะในเหล็กกล้าคาร์บอนก็มีปริมาณธาตุทั้งสองผสมอยู่พอสมควร เราสามารถแบ่งย่อยกว้างๆออกได้ 2 ประเภทโดยพิจารณาตามปริมาณของธาตุผสม คือ
    • เหล็กกล้าผสมต่ำ (low alloy steel) เป็นเหล็กกล้าผสมที่มีปริมาณธาตุผสมน้อยกว่า 10%
    • เหล็กกล้าผสมสูง (high alloy steel) เป็นเหล็กกล้าผสมที่มีปริมาณธาตุผสมสูงกว่า 10%

 ที่มา:http://www.rmutphysics.com/charud/specialnews/6/iron1/index3.htm

การเลือกกใช้เหล็กในงานสถาปัตยกรรม

>>เหล็กรูปพรรณ  

 

เหล็กรูปตัวซี

ขนาดของเหล็กตัวซี  Dimensions

 

 

คุณสมบัติที่เรามีมากกว่า  The more quality we are

ที่มา:http://www.rsshutter.com/images

ตรวจแบบครั้งที่2

Posted: พฤศจิกายน 12, 2009 in Uncategorized

วันนี้ส่ง mass

คอมเม้นอาจารย์—-มันไม่ค่อยตรงคอนเซปเท่าไร  ให้ปรับเหลี่ยนให้ซับซ้อนมากขึ้น  โดยเริ่มมาจากด้านใน

ดูจาก case >> space>>circulation>>function